ปุจฉา . .ทำอย่างไรให้เชื่อในสิ่งที่รู้ มากกว่า เชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ?? February 3, 2008
Posted by Grassy Green in 1.trackback
เท่าที่สังเกตุ ปกติคนเราส่วนใหญ่เชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ มากกว่า ในสิ่งที่รู้
ทั้งๆ ที่ก็รู้กันนะ ว่าควรเชื่อในสิ่งที่รู้ มากกว่า
.
.
ตัวอย่าง เช่น
ก้อย เด็กหญิงวัย 12 เจอแต่สิ่งที่โหดร้ายกับชะตาชีวิต
ทำให้ฝังลึก ปฏิเสธต่อการแยกแยะของการกระทำ
ในสิ่งที่ควรและไม่ควร
โกหก เรียกร้องความสนใจจนเป็นนิสัย
.
จนวันหนึ่ง เธอได้ถูกพ่อเลี้ยง ทารุณกรรม และล่วงเกิน
ก้อยพยายามบอกแม่ แม่เธอก็ไม่ (อยาก) เชื่อ
ทั้งๆที่แม่ก็รู้นิสัยพ่อเลี้ยง และนิสัยของก้อย
.
ในการกระทำ แม่ก็เลือกที่จะเชื่อ “พ่อเลี้ยง” และผลักไสก้อย
แต่ในจิตใจ แม่อยากเชื่อว่า
- (ถ้า) ไม่จริง ก้อยเพียงแค่โกหก และเรียกร้องความสนใจ
- (ถ้า) จริง ก้อยและสามีทำอย่างนี้กับเธอได้อย่างไร? โกรธ แค้น หึง รับไม่ได้ เลยพาลไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากตีโพยตีพาย
.
.
มันก็เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่ง ของประเด็นที่ว่า
“คุณเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ?”. . .
“คุณชื่อในสิ่งที่รู้?”. . .. . และ
“ทำอย่างไรต่อไปดีล่ะ?”
.
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แล้วควรมีหลักวิธีคิดอย่างไร
ให้เดินทาง ตัดสินใจในสิ่งที่ถูกที่ควร
และให้ “เข้าใจ” วงจรนี้ได้ไวไว ดีล่ะ ?
โอ้ย..ปวดหัว
กระทู้ เชิงปรัชญา พาปวดหัว..
* ทำใจให้เป็นกลาง…ทำได้ง่าย ๆ ก็ดีสิ
* ทำความเห็นให้ถูก(มีสัมมาทิฎฐิ)..ทำได้ ก็สามารถวิเคราะห์
ทุกปมปัญหาได้ถูกต้อง ไม่เชื่อในสิ่งผิด/ข้อมูลเท็จ อย่างแน่นอน ค๊าบบบบบ
..เขียน อ่าน เข้าใจง่าย ใช้คำไม่ยาก(*สองประโยคข้างบน)
ก็เพราะเป็น คน คน..จึงเป็นแบบนี้/ทำได้ยากยิ่งนัก..
ไม่งั้นไม่ใช่คน..เนอะ
จากคุณ : samranjai
อยู่ในสถานะและเหตุการณ์นั้นๆด้วย แต่ความจริงบางอย่าง”คนเราต่างนึกกลัว”
บางทีไม่อยากพูดถึง กลับอยากพูดถึงแต่เรื่องที่”อาจไม่จริง”เพียงปลอบใจตัวเอง
จากคุณ : Pleng-Ticha-korn
มันก็ไม่เชิง . . .ปรัชญา . . นักหรอก
มันก็เป็น . . . ปัญหาสังคม. . . เหมือนกัน
.
มันก็ค่อนข้างยากเนอะ
แต่เราก็ยังเชื่อว่า . . คงต้องมีวิธีคิด
(ที่เข้าใจง่าย)
ในการช่วยให้ปุถุชน (อย่างเรา/ คนทั่วไป) คิดได้อย่างถูกทาง
ทิ้งระยะ
มื่อมีอะไรมากระทบ อารมณ์จะนำพา
เมื่อเวลาล่วงเลย อารมณ์จะสงบ
จิดใจก็เหมือนกับน้ำ เอาหิน(เรื่อง)โยนลงไป แรกๆมันจะมองไม่ชัด
พอคลื่นจางหายไป ก็จะเห็นก้อนหินชัดเจน
แต่จิตใจที่หมกมุ่น ก็เหมือนน้ำขุ่นที่มองไม่เห็นก้นน้ำอยู่ดี
จากคุณ : Humandroy
นี่อาจจะพอช่วยได้…รึเปล่า
“กาลามสูตร 10″ …คำสอนของพระพุทธเจ้าที่พูดถึงข้อห้ามมิให้เชื่อด้วยอาการ 10 อย่าง คือ
1. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
2. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)
3. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
4. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
5. อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
6. อย่าปลงใจเชื่อเพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)
7. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
8. อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
9. อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
10. อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)
ที่มา: http://www.easyinsurance4u.com/buddha4u/kalamasutta.htm
ปล. อูย ตอบเหมือนพวกเคร่งศาสนา แต่ความจริงก็คือ ไม่ได้คุ้นเคยอะไรมาก แค่เพิ่งเขียนถึงกาลามสูตร 10 เมื่อวานนี้เอง
ที่นี่เลย http://myfreezer.wordpress.com/2008/02/13/wutthipong_chaisang-2/